HOME  l  ARTICLE  l  PORTFOLIO  l  ABOUT  l  CONTACT
 
 
 
 
     
 

• ใ ต้ ฟ้ า เ ดี ย ว กั น ที่ ภู ก ร ะ ดึ ง •

... สายลมแผ่วๆที่พัดเข้ากระทบใบหน้ายามเช้าวันนี้
เหมือนเป็นเสียงเรียกจากธรรมชาติให้เราเข้าไปสัมผัส
มันเป็นเช้าวันใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอย่างที่ผ่านมา
เพราะวันนี้ พระอาทิตย์ตัวอ้วนของฉันขึ้นทอแสงที่นี่ ...

ภู ก ร ะ ดึ ง


…. เช้ามืดวันแรกบนภูกระดึง ฉันตื่นตั้งแต่ตีสี่ กระชับเสื้อหนาวเพิ่มความอุ่นให้กับร่างกาย
เพื่อเตรียมตัวรับความสวยงามของแสงอาทิตย์ยามเช้า มองออกไปรอบๆเต็นท์เห็นแสงจากไฟฉายอยู่เพียงไม่กี่ดวง
อาจเป็นเพราะความเพลียและเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นยอดภูของเมื่อวาน ทำให้บางคนยังนอนคุดคู้ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาอยู่เลย ….


.... หลังจากปรับสภาพพร้อมรับกับวันใหม่ได้แล้ว ฉันเริ่มออกเดินทางในช่วงที่ฟ้ายังมืดอยู่
เพื่อไปให้ทันแสงแรกของดวงตะวัน โดยใช้ระยะทางสองกิโลจากจุดกางเต็นท์ไปถึงจุดชมอาทิตย์ขึ้นที่ ผานกแอ่น

‘..เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนนอนหลับกันสบายมั้ย..’ พี่ชายร่างอ้วนที่เดินมาข้างๆเอ่ยปากทักทาย
‘..หนาวใช้ได้เลยจ้ะพี่..’
‘..มาถ่ายรูปกันหล่ะสิ แต่วันนี้คงแย่หน่อยเพราะเมฆมีมาก ฟ้าอาจไม่เปิด แต่หวังว่าคงได้รูปสวยๆกันทุกคนนะ..’
ฉันมองหน้าพี่เค้าแล้วยื่นรอยยิ้มแห่งมิตรภาพให้แทนคำตอบ ฉันว่านะคนส่วนมากที่ขึ้นมาที่นี่ดูเป็นกันเองมาก
อาจเป็นเพราะมีจุดประสงค์ในการชมธรรมชาติคล้ายๆกันก็ได้หล่ะมั้ง ….

.... พระอาทิตย์วันนี้ช่างขี้อายเสียจริง หรือเป็นวันโชคร้ายของฉันกันแน่นะ หมอกที่ลงหนาตั้งแต่เมื่อคืนทำให้เช้านี้ฟ้าปิด
ช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเลยไม่สวยเท่าใจฉันต้องการ หวังไว้ก็เพียงว่าในวันพรุ่งนี้ท้องฟ้าคงเปิดใจมาคุยกับฉันบ้างก็พอแล้ว

.... จากที่รอคอยแสงแรกกันมานานกลับมีแค่เพียงเมฆหนาสีเทาปกคลุมท้องฟ้าเอาไว้
ฉันเห็นหลายคนเริ่มเดินทางกลับด้วยความผิดหวังที่ไม่ได้เห็นทะเลหมอกหรือตะวันดวงโตดั่งที่เขาหวังไว้
จนเหลือแค่คนเพียงบางตา แต่ฉันรู้ว่า หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกไปแล้ว เราต้องรออีกนิด
ช่วงเวลานี้แหล่ะ นักถ่ายรูปอาจได้แสงแปลกๆ มาเก็บไว้บนแผ่นฟิล์มก็เป็นได้

.... ‘ วู้...วู้...ดูนั่น...’ เสียงร้องจากเพื่อนร่วมทางดังขึ้น ทำให้ฉันรู้ว่าสิ่งดีๆกำลังจะเกิดแล้ว
ฉันกระชับกล้องขึ้นมาใหม่เพื่อเตรียมบันทึกภาพช่วงเวลาสำคัญนี้ไว้
มันทำให้ฉันได้เจ้าสิ่งนี้มา ฉันมักจะเรียกฟ้าแบบนี้ว่า “…...ฟ้ารั่ว......”

 

.... หลังจากที่เก็บภาพหมอกจางๆและแสงแรกของวันยามเช้าจนเป็นที่พอใจสำหรับตัวฉันแล้ว
สิ่งนึงที่ฉันไม่ลืมจะทำมันทุกครั้ง นั้นคือการได้หยุดมองภาพสวยๆตรงหน้า
หยุดความคิด หยุดทุกอย่างเอาไว้ เพื่อซึมซับบรรยากาศ ณ. เวลานั้นให้มากที่สุด ....

.... มันทำให้ฉันรู้ซึ้งถึงคุณค่าของธรรมชาติที่มอบให้เรา
มากมายกว่ารูปที่ปรากฎบนแผ่นฟิล์มด้วยซ้ำไป ....

 

…. นี่เป็นครั้งที่สามแล้วสินะ ที่ฉันหลบหนีมลภาวะแห่งแสงสีเพื่อขึ้นมาเหยียบบนที่แห่งนี้
การมาแต่ละครั้งได้สร้างความประทับใจที่ต่างกันออกไป
แต่มีสิ่งนึงที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของภูกระดึงอยู่เหมือนเดิม
นั่นคือความสวยงามของป่าสนยามกระทบกับแสงอันอบอุ่นของดวงอาทิตย์นั่นเอง ....

 

.... ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างมุ่งหน้ามาที่ภูกระดึงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น ผู้พิชิตมัน
ทางขึ้นที่สูงชันของภูเขาลูกนี้ทำเอาหลายคนเกิดท้ออยู่หลายครั้งทีเดียว
แต่ฉันเชื่อว่าเมื่อได้ขึ้นมาจนถึงข้างบนนี้แล้ว จะพบว่ามันคุ้มค่าจริงๆ
ความเหนื่อยล้าแทบหมดไปเมื่อได้พบกับภาพที่อยู่ตรงหน้าเรา ....

…. ภูกระดึง เป็นภูเขาหินทราย สูงราวหนึ่งพันสามร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเล
ปลายยอดที่โดนตัดขวางทำให้พื้นที่บนภูนั่นเป็นที่ราบกว้างใหญ่ กินบริเวณกว่าสองแสนไร
่ประกอบด้วยไม้เมืองหนาวหลากหลายสายพันธุ์และสัตว์ป่านานาชนิด
นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้เกือบตลอดปี แต่ในช่วงเดือน มิ.ย.–ก.ย.
ทางกรมป่าไม้จะทำการปิดป่าเพื่อรักษาสภาพป่าให้ฟื้นตัวคงความสมบูรณ์ไว้ตามเดิม ....

 

…. เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนภูกระดึงนั้น แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะเดินเลียบหน้าผาชมวิวทิวสนแบบเส้นทางทุ่งหญ้าสะวันนา
หรือเดินลัดเลาะไปตามลำธารสายน้ำตกในแบบเส้นทางป่าดิบชื้น
แถมแต่ละจุดนั้นห่างกันพอที่จะเดินจนหอบแฮ่กๆเชียวหล่ะ เรียกได้ว่าครบทุกรสชาติทีเดียว
ถึงว่าสิ...คนรักธรรมชาติส่วนมากจึงได้มุ่งหน้ามาที่แห่งนี้กันนัก ....

.... น่าเสียดายว่าในช่วงที่ฉันมาครั้งนี้ เป็นช่วงฤดูแล้งของภูกระดึงแห่งนี้พอดี
ป่าที่นี่จึงดูแห้งแล้งไปนิดจากที่เคยเป็น แต่ป่าก็ยังเป็นป่า ยังคงความลึกลับและความสวยงามเอาไว้เช่นเดิม ....


. . . ฉันเสียเหงื่อหลายหยดให้กับสายธารา
. . . ฉันเสียกำลังให้ไม้นานาพันธุ์ แถมเสียเลือดให้ทากบางตัวอีก
. . . แต่ฉันไม่เสียใจเลยที่ได้ขึ้นมาสัมผัสมันด้วยตัวของฉันเอง


. . . . . . . . . . . . . . .

 

.... จากที่ได้เที่ยวชมน้ำตกหลายๆแห่งบนนี้
ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกวังกวาง เพ็ญพบ โผนพบ สอเหนือ สอใต้ ฯ
ส่วนมากแล้วจะเป็นลักษณะของสายน้ำที่ตกมาตามหน้าผาสูง
กระทบโขดหินขนาดต่างๆ ห้อมล้อมด้วยแมกไม้หลายสายพันธุ์ ....

.... หากดูจากองค์ประกอบโดยรวมและมุมต่างๆที่ธรรมชาติจัดวางให้นั้น มันทำให้ฉันรู้ได้ทันทีว่า
ถ้าขึ้นมาเที่ยวในช่วงหน้าน้ำแล้ว น้ำตกที่นี่ต้องสวยงามเหมาะกับการถ่ายภาพมากทีเดียว ....

.... หากโอกาสเป็นของฉันอีกครั้ง ฉันจะกลับมาบันทึกภาพเหล่านั้นให้ได้เชียว . . .


. . . อี ก มุ ม ห นึ่ ง ข อ ง ค ว า ม ท ร ง จำ . . .

 

.... ตามเส้นทางการเดินเท้า หากเราสังเกตุดีๆจะสามารถพบเห็นการดำเนินชีวิตของแมลงตัวเล็กๆ รวมทั้งพืชตระกูลมอสต่างๆ
เดินไปเหล่ไปตามเท้าแบบนี้ ฉันหล่ะชอบจริงๆ มันทำให้เราสนุก แถมยังช่วยลดความเหนื่อยลงไปได้เยอะทีเดียว
แต่มาเที่ยวครั้งนี้ฉันแทบไม่ได้รูปมาโครเลยเพราะเลนส์ที่ติดกล้องอยู่นั้น ส่วนมากจะเป็นเลนส์มุมกว้างซะมากกว่า ….

…. แต่ยังดีที่เก็บรูปมาได้บางส่วน เจ้าตัวนี้เลยต้องโดนซะ ....

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

.... เ ม เ ปิ้ ล แ ด ง หรือที่ชาวบ้านแถบนี้มักเรียกกันว่า กวมแดง อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์บนป่าแห่งน
ี้ พี่ป่าไม้บอกกับฉันว่าเราสามารถพบเห็นมันได้ก็ที่นี่แห่งเดียวนี่แหล่ะ แหม...อเมซิ่งไทยแลนด์จริงๆ
...แถมยังบอกอีกว่าถ้าเป็นช่วงที่ผลิใบจริงๆแล้วป่าทั้งป่าจะกลายเป็นสีแดงจนมักจะเรียกกันว่าช่วงไฟไหม้เดือนห้า นั่นเอง ....

.... ใบเมเปิ้ลที่ทิ้งตัวร่วงหล่นจากยอดกิ่งช่วยแต้มสีแดงให้พื้นดินตามทางเดิน
อีกทั้งบางส่วนที่ติดอยู่บนต้นทำให้เราสามารถมองเห็นได้แต่ไกล
ยามเมื่อมันกระทบแสงแดดและปลิวไหวตามสายลม
ช่างเหมือนต้นคริสต์มาสที่ประดับประดาด้วยดวงไฟระยิบระยับอย่างไงอย่างงั้นเลย ....

.... ยิ่งในช่วงเกือบๆกลางปี ตามป่าลึกๆบนนี้ เราจะสามารถพบเห็นต้นเมเปิ้ลกับใบสีแดงของมันได้ตลอดเส้นทาง
ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของป่าแห่งนี้ก็ว่าได้ ….

 

.... ท้องฟ้าสวยๆตัดกับต้นสนที่ยืนตระหง่านสุดสายตา มันเป็นมุมมองที่น่าบันทึกภาพเก็บไว้มากจริงๆ
ฉันใช้เวลาถ่ายรูปแถวๆจุดนี้หลายรูปทีเดียว มารู้ตัวอีกทีก็ตอนโหลดฟิล์มม้วนใหม่นี่แหล่ะ
ทำให้รู้ว่าหมดไปหลายรูปในเวลาไม่กี่นาทีเลยด้วยซ้ำ
ก็บนนี้มักจะมีอะไรให้ศึกษาและชื่นชมมากอย่างนี้ ใครจะอดใจอยู่หล่ะ ….

 

.... อากาศช่วงเย็นในวันนี้แม้ว่าจะยังไม่หนาวเท่าไหร่
แต่ก็ทำให้ขนลุกซู่ทีเดียว เมื่อยามที่ลมเย็นๆพัดเข้ากระทบลำตัว ท้องฟ้าที่สดใสและการได้อยู่บนที่สูงแบบน
ี้สามารถมองเห็นดวงจันทร์ลูกโตได้ไม่ยากเลยถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ช่วง 4 โมงเย็นก็ตามที ....

.... ฉันถอดเลนส์มุมกว้างตัวเก่งออก แล้วเปลี่ยนเป็นเลนส์ซูม 80-200
คิดว่าคงจะพอในการเก็บภาพดวงจันทร์ใกล้ๆแบบนี้โดยไม่ต้องเอารายละเอียดอะไรมาก
จากนั้นจึงเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบเพื่อหากิ่งสนสวยๆซักกิ่งมาเป็นองค์ประกอบ เมื่อได้ที่หมายเหมาะๆแล้ว
ฉันใช้เวลาในการปรับโฟกัสและจัดองค์ประกอบอยู่อีกนาน ถึงแม้จะใช้ขาตั้งกล้องช่วยก็ตาม แต่การซูมเข้าไปถ่ายแบบนี้
ดวงจันทร์มันก็วิ่งสิ มันอยู่นิ่งซะเมื่อไหร่หล่ะ จนสาวๆสองคนที่นั่งดูอยู่ มองแบบอมยิ้ม ขำๆในท่าทีของฉันที่ไม่ถ่ายซักที
เล่นเอาฉันเขินอยู่เหมือนกัน ....

…. เมื่อเก็บรูปดวงจันทร์ตอนเย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ยังมีเวลาเหลือพอให้ฉันเก็บภาพอาทิตย์ลับขอบฟ้าอยู่อีกนาน
ก่อนที่ความมืดจะเริ่มเข้าปกคลุมพร้อมๆกับความหนาวเย็นที่ตามมา ….



.... หากใครก็ตามขึ้นมาถึงบนนี้แล้วไม่มาชมที่จุดนี้ ก็คงเหมือนว่ายังมาไม่ถึงหล่ะมั้ง
จนที่นี่แทบจะเป็นไฮไลท์ของภูกระดึงเลยก็ว่าได้
...ที่นี่แหล่ะ • ผ า ห ล่ ม สั ก • ชะง่อนหินเด่นกับสนสวยประดับเคียงคู่ ท้าสายลมและแสงแดดมายาวนาน
จนเกิดความสงสัยกันว่าถ้าสนต้นนี้ตายไปแล้ว ภูกระดึงจะเป็นเช่นไรหนอ ....

.... อุณหภูมิที่เริ่มเย็นลง พร้อมกับดวงอาทิตย์กลมโตที่กำลังวิ่งหนีขอบเมฆกำลังเปล่งแสงสาดส่องอาบทิวเขาเบื้องล่าง
แสงสีทองค่อยๆทอเคลือบผ่านแนวกิ่งสน มันช่างยวนใจยิ่งนัก ดั่งภาพวาดใดๆก็มิปาน
ฉันรีบเก็บภาพแห่งความทรงจำนี้ไว้เพื่อเป็นบันทึกอีกหน้าหนึ่งของชีวิต
ก่อนที่จะถูกตรึงด้วยมนต์สะกดของธรรมชาติมากไปกว่านี้ ....

.... มีหลายคนว่าภาพมุมนี้มันก็เหมือนๆกันหมดไม่ต้องเสียเวลาถ่ายก็ได้ แต่ฉันไม่คิดแบบนั้น
บางครั้งถึงวางกล้องข้างๆกันแต่รูปที่ออกมากลับแตกต่างกันมีเยอะแยะไป
ฉันว่าที่ตรงนี้มันมีเสน่ห์ในตัวของมัน อยู่ที่ใครจะสัมผัสมันได้แบบไหนเท่านั้นเอง ....


… จงอย่าลังเลในภาพที่ถ่าย หากเราเรียกมันว่า ค ว า ม ท ร ง จำ ...


 

. . . เวลาเปลี่ยนบางสิ่งก็เปลี่ยน เช่นเดียวกับภูกระดึงในวันนี้ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ทำให้ฉันนึกไปถึงในสมัยแรกๆที่มาเหยียบภูแห่งนี้
ตอนนั้นทางขึ้นยังเป็นเพียงทางดินเล็กๆ อย่างดีหน่อยก็มีราวไม้ไผ่พอให้จับขึ้นไปได้
ป่าไม้ที่ยังเขียวชะอุ่ม เสียงนกที่ร้องทักในตอนเช้า เสียงแมลงที่คุยด้วยในตอนกลางคืน

. . . มาวันนี้ ความสมบูรณ์ที่ลดน้อยลงแต่กำลังแทนที่ด้วยความศิวิไลซ
์เอาเถอะ...สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปอย่างไรมันก็อยู่กับน้ำมือของพวกเราทั้งนั้น
ฉันหวังได้เพียงว่าเราจะทำร้ายธรรมชาติให้น้อยลง เพื่อมันจะคงความงามอยู่เช่นเดิม ก็เท่านั้นเอง . . .


เมื่อไหร่หนอ เมื่อไหร่หนอ . . . จะได้กลับมาพบกันอีก
นะเจ้า ภู ก ร ะ ดึ ง







รักคนอ่าน  
sayyes  
[post on date : 4/01/04 23:51]  

 

 
     
copyright @ by sayyeseasy.com