day 2 of 2 < prev ::
... Phi Phi Island ...
... day two ...
วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าเัพราะนัดเรือไว้ตอนเจ็ดโมง แต่วันนี้เราไม่ได้ไปกับ บังแดง หรอกนะ
เพราะน้องของบังแดงจะเป็นคอยดูแลและขับเรือแทน
พอดีผมจำชื่อแกไม่ได้ เพราะชื่อแกเป็นแบบคนเล ออกเสียงไม่ถูก
เนื่ืองจากต้องเอ่ยถึงชื่อแกบ่อย ผมเลย msn ไปถามเจ้าเติร์ด ...
- s a y y e s - said: " บัง ที่ขับเรือให้เราตอนไปพีพี ชื่อไรนะ จำได้ป่าว "
pixel ::: be traveller, not tourist said: " บังเระ ป่าวหว่า "
- s a y y e s - said: " ชื่อคนหรือนั่น "
pixel ::: be traveller, not tourist said: " 555 จำไม่ได้ "
สรุปว่า ไม่มีใครจำชื่อแกได้ เอาเป็นว่าแกชื่อ บังเระ แล้วกัน แต่หน้าตาแกเหมือนกับบังแดงพี่ชายมากเลยๆ
แค่เห็นแวบผมก็รู้ได้ทันทีว่า ดีเทลบนหน้าตาและสีผิวของแก เหมาะกับการถ่ายรูปเป็นอย่างมาก
แบบนี้แหล่ะ จะยิ่งถ่ายรูปสนุกขึ้น
เพราะถ้าไม่มีซับเจ็คอะไรให้ถ่าย กดชัตเตอร์เก็บภาพแกไว้ก็ยังดี ...
.. บังเระ กำลังเตรียมเรือ เพื่อที่จะพาเราไปซิ่งกัน ... 
เรือที่พวกเราเหมาไปนั้น ไม่ใช่แบบสปีดโบ๊ทหรอกนะ
แต่เป็นเรือหางยาว แบบที่เห็นในรูปนี่แหล่ะ
ผมว่ามันได้บรรยากาศมากๆเวลาไปเที่ยวแบบนี้ นั่งโยกเยกๆไปเรื่อยๆ
เบื่อๆก็ใช้หัวเรือเป็นองค์ประกอบในการถ่ายรูปได้ด้วย ...
หลังจากที่เราทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาการอพยพขนของลงเรือ
เพราะเราจะออกจากตัวเกาะพีพีดอนแล้วไม่กลับมาอีก
จะวิ่งไปเที่ยวรอบๆจนถึงขึ้นฝั่งเลย
สัมภาระต่างๆเลยจึ้งต้องขนกลับกันเต็มที่ (ฟังเหมือนมีเยอะเน๊อะ) แต่จริงๆแล้วเราไม่ได้เอาอะไรมามากเลย
อย่างเจ้าเติร์ดก็มีเป้เดินทางใบเดียว แถมมันใช้วิธีพับกระเป๋ากล้องใส่ไปในเป้ของมันได้อีกต่างหาก
ทำเอาผมแปลกใจอยู่ไม่น้อย ว่ามันจะใส่อะไรได้เยอะขนาดนั้น
ส่วนผมยิ่งไม่มีอะไรเพราะมีแต่เป้ใส่กล้องแบบแบกหลังใบเดียว
ส่วนเสื้อผ้าผมใช้วิธียัดๆใส่ไว้ด้านหน้า
เนืองจากเป้ผมมันจะใหญ่ ขนาดใส่โน๊ตบุคได้ ใส่กล้องใส่อุปกรณ์ได้ แถมยังเหลือความจุอีกเพียบ
่สัมภาระที่ใส่ลงเรืออีกอย่าง ก็จะมีพวกขนมและอาหารสำหรับทานระหว่างทาง
เอ้ออ..บนเกาะพีพีดอนนี้ มี 7-eleven ด้วย
สามารถเดินจากหน้าหาดไปไม่ไกลก็ถึง
ราคาขนมและของที่ขายก็ไม่ได้ต่างจากในเมืองเลย ถือว่าเจริญจริงๆนะเกาะนี้้
ก่อนจะออกเรือ เลยเก็บภาพบรรยากาศตอนเช้าของหาดทรายที่อ่าวต้นไทร ไว้เป็นความทรงจำนิดหน่อย
วันนี้ ท้องฟ้าถึงจะไม่สวยมากแต่ก็พอได้ ไม่ได้น่าเกลียดอะไรสำหรับนักถ่ายภาพ
ดูท่าจะถ่ายรูปกันสนุกแน่ๆ ...
... หน้าหาดยาวของอ่าวต้นไทร ตอนเช้าๆ ... 

... ท่าทางของ บังเระ ไม่ใช่เล่นๆ ขนาดแค่ออกตัวยังคึกแบบนี้ ดูท่าแล้ววันนี้คงได้สนุกแน่ๆ ...

บังเระขับเรือพาเราไปเที่ยวทางเกาะพีพีเล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวในแถบนี้ หลังจากโยกๆเยกๆบนเรือเพราะคลื่นตอนเช้าค่อนข้างแรง
ทำเอาผมเสียววูบๆ เพราะก่อนมาหมอดูทักว่า " ให้ระวังภัยทางน้ำให้ดีนะี อาจมีการเกิดอุบัติเหตุได้... " (อันนี้ไปดูมาจริงๆ)ุ
ก่อนมาที่นี่ก็คิดไว้แล้ว
สิ่งแรกที่ทำก่อนมาเกาะพีพี คือ ถามเจ้าเติร์ดก่อนเลย " เอ็งดวงดีทางน้ำมั้ย ถ้าดี จะได้เกื้อหนุนพี่ด้วย หุ หุ "
แม๊ เรื่องแบบนี้ ไม่เชื่อลบหลู่ อันตรายไม่เข้าใครออกใคร ถ้าดวงเราไม่ดี เอาดวงอีเติร์ดมาข่มก็ยังดี
แบบว่า ใจมันอยากเที่ยวมากๆ หน่ะ ...
แต่ดูลักษณะการนั่งของเจ้าเติร์ดมันก็โยกเยกเหมือนกัน ไม่ค่อยมั่นคง
แบบนี้ที่ยึดเหนียวจิตใจของผมคงเหลืออย่างเดียว นั่นคือ "เสื้อชูชีพ"
อ้าว...อย่าคิดว่าผมเชยนะ แต่เชื่อเถอะ นั่งเรือแบบนี้สวมเสื้อชูชีพไว้ไม่เสียหลายหรอก อยู่ๆดีเรือคว่ำหรือตกน้ำไป ใครจะรู้ ?
เคยเห็นเรือบางลำมั้ย หรือแม้แต่เรือข้ามฝ้ากที่เจ้าพระยาก็ตาม เสื้ื่อชูชีพมีไม่พอคนที่ขึ้นเรือหรอก แบบนั้นอันตรายมากกว่า
เพราะคนเยอะไม่เหมาะกับขนาดเรือ อันตรายก็เกิดขึ้นได้ ไม่ขอเสี่ยงจะดีกว่า...
บังเระ พาเรามาดู "ถ้ำไวกิ้ง" ซึ่งเป็นจุดแรกที่จะได้เห็นของเกาะพีพีเล ถ้ำไวกิ้งนี้ชาวบ้านใช้เป็นสถานที่ี่เก็บรังนกบนตัวเกาะ
ในช่วงนึงเมื่อนานมาแล้ว ผมเป็นคนชอบทานรังนกมากนะ แต่พอรู้ว่า
กว่าจะได้รังนกมาให้เรากินกันนั้น มันต้องทรมานสัตว์ตัวเล็กๆมากมาย
เพราะรังนกดีๆที่เรากินกัน มันจากสะเล็ดของนกนางแอ่นนั่นเอง ซึ่งมันจะคลายออกมาเพื่อทำเป็นรังให้ลูกของมันได้อยู่
บางตัวต้องขากสะเร็ดจนเลือดออก กว่าจะได้รังเล็กๆหนึ่งรัง ถ้าเป็นเราๆท่านๆคอคงอักเสบไปแล้วแน่นอน
แต่มนุษย์อย่างเราๆยังมีหน้าขโมยบ้านของมันมาใช้กินกัน คิดแล้วสัตว์ประเสริฐอย่างเรานี่เอง ที่เป็นตัวทำลายผู้อื่นอยู่ล่ำไป...
จากนั้นเรา ก็เข้าไปเที่ยวที่ อ่าวปิเละ ซึ่งเป็นเวิ้งอ่าวเล็กๆบนตัวเกาะ
อ่าวนี้ เป็นลักษณะโค้งเว้าเข้าไปในหลืบเขา ด้านในจะกว้าง
เมื่อขับเรือเข้าไปเราจะรู้สึกรายล้อมไปด้วยหุบเขาหินปูที่สูงสง่า คอยบีบถาโถมมาทับเรือเมื่อเรามองสูงขึ้นไป
แต่ถ้าสังเกตุดีๆ ทะเลตรงนี้ผืนน้ำเต็มไปด้วยขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ ลอยเกลือนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นซองขนม ขวดพลาสติก
ดูแล้วเป็นขยะที่ทำลายแทบไม่ได้ทั้งนั้น นี่เป็นบางส่วนที่ลอยอยู่บนน้ำ ไม่รู้ส่วนที่จมลงไปแล้วมันจะซักเท่าไหร่
คิดแล้วอยากตีมือไอ้พวกนี้จริงๆ แค่ขยะถ้าใช้แล้วก็เก็บขึ้นเรือนำไปทิ้งบนบกไม่ได้รึไง
เหมือนว่าถ้ามีคนอื่นเอาขยะมาทิ้งบนบ้านคุณแล้วก็จากไป คุณจะรู้ยังไง ?
ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตใต้น้ำก็เหมือนกัน ไม่ใครต้องการเป็นแบบนี้หรอก
เรื่องแบบนี้เราต้องปลุกฝังและช่วยกัน รักน้ำรักปลา เก็บขยะกลับกันเถอะ ...

... เจ้าเติร์ด บังเระ และสภาพในเรือของเรา ซึ่งเดี๋ยวเราจะออกจากอ่าวปิเละ เพื่อไปเที่ยว อ่าวมาหยา กันต่อหล่ะ ...

เดี๋ยวเลี้ยวขวาข้างหน้า เราก็จะเจอ อ่าวมาหยา แย้้ว...
" อ่่้าวมาหยา " ถือว่าเป็นจุดขายพีพีทีเดียว เนื่องจากความสวยของตัวหาด น้ำทะเลด้านหน้าสะอาดและใส หาดทรายกว้าง นี่เอง
โดยทางเข้าตัวอ่าวจะมีโตรกหน้าผาปิดล้อม ในสมัยก่อนนั้นแค่ทางเข้าก็แทบจะเป็นจุดดำน้ำที่สวยแห่งหนึ่งของเกาะนี้ทีเดียว
แต่ปัจจุบันปะการังที่เคยมีอยู่ ได้ตายหรือไม่ก็ถูกหักโค่นไปจนเกือบหมด เนื่องมาจากการที่เรือใหญ่จอดทิ้งสมอ และหาดนี้แหล่ะ
ที่เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง The Beach ทำให้มีการปรับพื้นที่หน้าหาด ทำให้สันทรายพังทลาย
ธรรมชาติต้องเสียหายไปเพราะการทำหนังเรื่องนี้ไม่รู้เท่าไหร่
แต่ก็เพราะหนังเรื่องนี้แหล่ะที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยือนอ่าวแห่งนี้มากมาย
แต่เทียบกับสิ่งที่สูญเสียไป ใครจะบอกได้ว่าคุ้มค่ารึมั้ย ? ...
ที่นี่ นอกจากจะมีหาดทรายที่ขาวแล้ว ถ้าเราเดินเข้าไปข้างใน ยังพบที่พักของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ซึ่งจะอยู่ค่อยดูแลนักเที่ยวท่องเที่ยวอีกด้วย
บังเระพาเราเดินผ่านป่าเข้าไปข้างใน เพื่อไปดูจุดชมวิวที่บ้างคนไม่รู้ ตอนที่บังเระี่เดินนำทาง มีรูปนึงที่ผมมั่วๆกดมา
ถึงแม้จะไม่ใช่รูปที่ดี แต่ก็่เป็นรูปที่ผมมากๆ บนเกาะแห่งนี้ทีเดียว
จากที่เดินผ่านมาซักพักเมื่อเดินเข้าไปแล้วจะเป็นทางตัน
แถบนี้มีลักษณะทางเวิ้งกว้างเหมือนหลุดจากหาดสวยๆมาอยู่อีกโลกนึง
ด้านหน้าที่เห็นมีหน้่าผาขวางกั้น เราต้องปีนหน้าผาหินขึ้นไป
จึงจะทำให้เห็นฝั่งตรงข้ามของตัวเกาะ เป็นวิวที่ได้บรรยากาศดีจริงๆ
ผมเก็บภาพอยู่แถวนี้ซักพัก ก็เดินทางออกมานั่งเล่นที่หน้าหาด ถึงแม้ตอนนี้แดดจะร้อน แต่การได้นั่งใต้ร่มไม้บนทรายละเอียดๆแบบนี้
ทำให้รู้สึกอารมณ์ดีทีเดียว ส่วนเจ้าเติร์ดมันจะอยู่ไหนก็ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ เนื่องจากเวลาที่เราไปเที่ยวถ่ายรูปกันแบบนี้ จะเป็นที่รู้กัน
ว่าถ้าใครจะเดินไปถ่ายที่ไหนคงไม่น่าห่วง ปล่อยให้ถ่ายรูปเล่นกันตามใจ เดี๋ยวเหนื่อยมันก็จะมาเจอกันเอง ...
ทำให้ นักถ่ายภาพอย่างเราไม่ค่อยชอบเที่ยวแบบทัวร์ซักเท่าไหร่ เพราะมันเหมือนโดนบีบต้องคอยเป็นกังวลว่า
คนอื่นจะต้องรอหรือเสียเวลากับเราหรือไม่ ไม่เหมือนกับการไปเที่ยวกับคนคอเดียว ทำอะไรก็รู้ใจ
ความสุขและสนุกมันเลยเกิดขึ้นมากกว่าเยอะทีเดียว ...
ผมนั่งๆนอนๆ ถ่ายรูปอยู่ตรงนี้พักใหญ่ๆ นั่งมองนักท่องเที่ยวที่คอยทยอยเข้ามาบนหาด
เผลอใจไปกับเสียงคลื่นและสายลมเพียงนิดเดียว
นักท่องเที่ยวก็มาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ
นั่นเพราะตอนที่เรามา บังเระ กะเวลาไว้แล้วว่า
เมื่อเราถึงนักท่องเที่ยวจะยังไม่เข้ามามาก
ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเก็บภาพต่างได้ง่ายขึ้น แบบว่าแกรู้ใจมาก
ตลอดที่เราเที่ยวกันหรืออยู่บนเรือ
ยิ่งถ้าจุดไหนน่าสนใจแกจะค่อยแนะนำเราตลอดทาง
หรือหากจุดไหนผมต้องการ ก็บอกให้แกหยุดเรือหรือแล่นเรือเข้าไปใกล้ๆเพื่อที่เราจะเก็บภาพไปถนัดๆ
โดนแกก็ไม่ได้รู้สึกหัวเสีย แต่ดูเหมือนแกสนุกไปกับเราไปซะอย่างนั้นหน่ะ...

















หลังจากที่นั่งเล่นจนเบื่อ เจ้าเติร์ดก็เดินเข้ามาหา ซึ่งดูแล้วมันคงเก็บภาพมาได้จนพอใจและเริ่มเบื่อแล้วเหมือนกัน
ตกลงกันว่า
เราไปเที่ยวที่อื่นต่อน่าจะดีกว่า
เพราะในใจตอนนี้เห็นน้ำใสๆ แล้วรู้สึกอยากโดดซักตูมนึง ไม่ค่อยอยากถ่ายรูปแล้วสำหรับอารมณ์นี้
เลยบอกให้ บังเระ พาไปที่อื่น
ไปดำน้ำดูปะการังกันน่าจะดีกว่านอนให้ผิวเกรียมอยู่ที่นี่ ...
จุดดำน้ำจุดแรกอยู่ไม่ไกลจากอ่าวมาหยานััก เพราะดำมันตรงทางเข้าอ่าวนี่แหล่ะ
เนื่องจากจุดดำน้ำในแถบนี้ แต่ก่อนเคยสวยงาม และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดี
แต่จากที่ผมดำลงไปดู มีแต่ปะการังที่ตายแล้วทั้งนั้น
น้ำก็ไม่ใสเหมือนแต่ก่อน ผมว่า มันดูแย่อย่างเห็นได้ชัดเลย ...

... จุดดำน้ำดูปะการังที่แรกของเรา หน้าทางเข้า อ่าวมาหยา ... 
ดำน้ำให้แตนทะเลมันกัดเล่นอยู่ซักนึง ดูแล้วไม่ค่อยมีปะการังหรือปลาอะไรน่าสนใจ เลยบอกให้ บังเระ พาเราไปเที่ยวที่อื่นต่อเถอะ
บังแกก็ดีนะ ถ้าจุดไหนที่เราเที่ยวแกจะปล่อยให้เราเที่ยวแบบเต็มที่เลย ไม่มีการรีบพาไปเที่ยวจุดอื่นต่อถ้าเราไม่บอกว่าเบื่อ
เรียกได้ว่า แกเทคแคร์เต็มที่กับเราจริงๆ ไม่มีการทำเวลาใดๆทั้งสิ้น ไม่มีซักครั้งที่แกจะเร่งเรา แกจะปล่อยเราสุดๆเลย ...
แบบนี้ดีนะ ไม่เหมือนบางคนหรือบางทัวร์ ที่ไกด์จะคอยเร่งๆให้มันจบๆไป เหมือนกับว่าเราไปบังคับให้เค้ามาด้วย
ไกด์แบบนี้ ไม่เหมาะกับนักถ่ายภาพแบบพวกเราเป็นแน่ๆ เรื่องแบบนี้ก่อนออกทัวร์หรือก่อนตกลงกัน ต้องลองพูดคุยกับเค้าดูก่อนว่า
นิสัยเป็นอย่างไร เข้ากับเราได้มั้ย ถ้าคุยกันในตอนแรกไม่ถูกใจหรือถูกคอ ก็พยายามอย่าเลือกใช้บริการกับคนจำพวกนั้นจะดีกว่า...
เราเที่ยวดำน้ำดูปะการังและถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ อยู่รอบตัวเกาะพีพีเล จนคิดว่าเก็บได้ทั่วทั้งบริเวณเกาะแล้ว
จุดหมายต่อไปของเราก็คือ " เกาไผ่ " หรือ " เกาะไม้ไผ ่"
ซึ่งเป็น ที่ที่ผมกับเติร์ดตั้งใจไว้แต่แรก ว่ายังไงก็ต้องไปให้ได ้เพราะยังไม่มีใครเคยไปที่นี่ด้วยกันทั้งคู่
มันจะดีจริง มันจะสวยจริง แบบที่คนอื่นว่ามามั้ย?
ของแบบนี้ ต้องไปให้ถึงแล้วเห็นกับตาตัวเอง ...
... นี่แหล่ะ หน้าตาของไกด์เรา์ ถือว่าเป็นไกด์ที่ดีคนนึงตั้งแต่ผมเจอมาทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นนิสัย
หรือหน้าตาที่เหมาะกับนักถ่ายภาพอย่างพวกเราๆท่านๆเป็นยิ่งนัก ... 








ก่อนที่เรือจะแล่นเข้าถึง เกาะไผ่
บังเระ พาเราดำอีกไม่รู้กี่จุด เพราะเยอะมากจนจำแทบไม่ได้ทีเดียว
แต่ที่ดำจุดสุดท้ายของเรา เป็นช่วงระหว่างก่อนถึงเกาะไผ่ ซึ่งมีอยู่จุดนึง
ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสถานที่ดำน้ำตื้นได้เลย
เพราะมันอยู่ซะกลางทะเล จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีปะกาัรังน้ำตื้นให้ได้ชมกัน
ตรงจุดนี้ บังแกบอกไม่ค่อยมีคนรู้ แถบนี้จึงยังดูสมบูรณ์อยู่
ผมว่าก็จริง เพราะตรงนี้ผมชอบมากเลย ปะการังยังดูสมบูรณ์ ปลาแทบจะวิ่งมาชนหน้ากากเราเมื่อดำลงไปทีเดียว
เอ้ออ คุณรู้มั้ย เวลาเรามาเที่ยวแบบนี้ หากเป็นไปได้ พยายามหาเสื้อแขนยาวมาใส่เข้าไว้จะดี
เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันแสงแดดแล้ว ยังช่วยกันแตนทะเลมากัดเราเวลาดำน้ำด้วยนะ
อันนี้ เจ้าเติร์ดบอกมา
แต่ช่วยผมไม่ได้เท่าไหร่เพราะวันนี้ใส่แขนสั้นมา และเจ้าเติร์ดบอกตอนจะกลับแล้ว --'
ปลาในแถบนี้ เชื่องมากทีเดียว แค่เรือเราจอดพวกมันก็จะวายเข้ารุม เห็นแล้วน่ารักดี
แต่คิดอีกที คงไม่ดีแน่ ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะพวกนี้เป็นพวก "ปลาเสียนิสัย"
เนื่องจากพวกมันเคยชินกับการที่นักท่องเที่ยวชอบให้อาหารปลา ไม่ว่าจะเป็นขนม หรือเศษอาหารต่างๆ
ทำให้มันรู้ว่า เมื่อมีเรือเข้ามาถึง มันจะมีของกิน มันก็จะว่ายเข้ามาเป็นฝูงทีเดียว
แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องดีนะ เพราะระบบวงจรของนิเวศวิทยาจะเสียไป
นักอนุรักษ์เค้าถือเรื่องนี้มากทีเดียว...

... แค่แหย่เท้าจากขอบเรือก็เป็นแบบนี้แล้ว ใสมะ? ภาพแบบนี้ ต้องใช้ฟิวเตอร์ C-PL ช่วยในการถ่าย เพราะคุณสมบัติของฟิวเตอร์ตัวนี้
นอกจากจะช่วยให้ฟ้าเข้มขึ้นแล้ว ยังช่วยตัดแสงสะท้อน ทำให้สามารถเก็บปลาฝูงนี้มาด้วยง่ายๆ ...


... โย่ว ข้างหน้านั่นคือ เกาะไผ่ เป็นเกาะที่ชิวมากๆ ขอบอก ... 
ในที่สุดก็มาถึงจนได้ "เกาะไผ่"
เห็นแว๊ปแรกตั้งแต่เรือยังไม่เทียบท่า ดูแล้วสวยเป็นบ้าเลยเกาะนี้
เกาะไผ่ เป็นเกาะเล็กๆแต่มีชายหาดที่ยาวมาก แถมทรายบนหาดขาวจั๊วทีเดียว
น้ำทะเลบริเวณรอบๆเกาะก็ใสกิ๊ก ต่างจากพีพีอย่างเห็นได้ชัด ...
พอเรือจอดเท่านั้นแหล่ะ ทั้งผมทั้งเติร์ด ต่างกระโดดลงเรือ ไม่มีใครสนใจใครกันแล้ว
ต่างตนก็ต่างเดินหาที่ถ่ายรูปของตัว ส่วนผมถ่ายไปได้ซักพักกล้องก็ขึ้นว่าแบตใกล้หมด
จริงๆมันขึ้นโชว์มาตั้งนานแล้วหล่ะ เสียวตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เพราะไม่ได้เอาที่ชาร์ตมาด้วย
เลยไม่รู้จะทำยังไง พอมาถึงที่เกาะ ในใจก็คิดแต่ว่าอยากจะถ่าย อยากจะถ่ายให้เยอะๆ
เพราะมันมีอะไรให้เล่นเยอะทีเดียวสำหรับเกาะไผ่
แต่ดันทำไม่ได้ มันน่าร้องไห้จริงๆ ...
ยิ่งเจ้าเติร์ดบอกว่า "เรายังเหลือ ทะเลแหวก อีกนะพี่เยส ที่นั้นก็สวย เก็บแบตไว้ด้วย"
โอ้ย อยากจะบ้าตาย ก็ที่็เกาะไผ่นี่มันสวยจริงๆ แถมมีอะไรให้ถ่ายเยอะมาก
แต่ดันต้องมาถ่ายรูปกระมิดกระม้วนแบบนี้้
มันเสียอารมณ์เป็นบ้าเลย
จากที่แบตขึ้นเตือนแบบถี่มาก จากประสบการณ์ กล้องคงอยู่ได้อีกไม่นานต้องดับแน่
ทำให้ได้แต่นั่ง มองดูเกรียวคลื่นและหาดทรายขาวๆไปเรื่อยๆ ...
เกาะนี้มันชิวมากเลย ทะเลข้างหน้าที่เห็น มันใสจนถ้าเราเดินเล่นบนน้ำก็เห็นปลานั่นเลย
ถ้าเดินลงทะเลไปไกลๆหน่อย เอาแค่ช่วงเข่านี่ก็พอ
เราสามารถดำน้ำดูปะการังตรงนั้นได้สบายๆ
แบบว่า น้ำใสมากๆเคอะ...
ที่เกาะไผ่นี้ เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยาน สามารถนำเต็นท์มากางนอนที่นี่ได้ โดยเสียค่าธรรมเนียม ยี่สิบบาท ต่อ คน
หรือถ้าจะเช่าเต็นท์ก็ราคาเริ่มต้นที่ สองร้อยบาท สำหรับเต็นท์ขนาด สองคน และ สี่ร้อยบาท สำหรับเต็นท์ สี่คน
โดยบนเกาะนี้ มีไฟปั่นด้วยนะ แต่เปิดปิดเป็นเวลา เท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องอาหารก็ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่มีโรงอาหารและร้านค้าสวัสดิการ
ดูแล้วไม่น่าลำบากเท่าไหร่ กับการนอนค้างที่นี่
แต่เสียอย่างเดียว มันไม่มีเรือเมล์มาที่เกาะนี้นี่สิ
ถ้าจะมาจะไป
เราต้องเหมาเรือมาเอง แล้วนัดเรือเข้ารับ
ตรงนี้แหล่ะที่ไม่ค่อยสะดวก ...
ผมนั่งชิวๆ อยู่บนหาดทราย คอยดูนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ นั่งดูทะเลแล้วค่อยๆเอาเท้าเขี่ยทรายขาวๆ
แม๊ มีความสุขเป็นบ้า ส่วนกล้องนั้นเก็บเข้าเป้ไปตั้งนานแล้ว เพราะเชื่อแน่ว่า กดอีกนิดเดียวแบตต้องหมดแน่ๆ
ซักพัก เจ้าเติร์ดก็เดินมาชวนไปกินข้าว พร้อมกับขำๆ ที่ผมทำอะไรมากไปกว่าการนั่งเล่นไม่ได้
เอ้า ไปก็ไป เพราะตอนนี้ อากาศมันร้อนมากๆเลย เข้าไปหาที่นั่งเล่นที่โรงอาหารก็ยังดี
หลังจากทานข้าวที่นี่จนอิ่ม เราตกลงว่าจะไปเที่ยวกันต่อ
เพราะยังเหลือ สถานที่เที่ยวอีก สองแห่ง คือ
ทะเลแหวก และ หาดไร่่เล แถบๆนั้น
เดินออกมา ก็เจอ บังเระ นั่งยิ้มมาแต่ไกล
สอบถามว่า แกกินข้าวกินปลารึยัง ได้รับคำตอบว่าเรียบร้อยแล้ว แบบนี้ก็ลุยกันต่อเลย ...








บังเระ ขับเรือออกจากเกาะไผ่มาซักพัก รู้สึกว่าถึงเร็วมากเลย ( เพราะผมหลับมาตลอด )
เราก็มาถึง ทะเลแหวก เห็นครั้งแรกแล้วอยากจะแหวกหัวใจออกมาจริงๆ แบบว่าอยากตายอยู่ตรงนั้น
ก็เพราะตอนเราไป มันไม่ใช้ช่วงที่สวยของมันมั้ง เลยดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร
ทรายของที่นี่ เป็นทรายหยาบ สีเหลือง ไม่ได้เป็นสีขาวแบบเห็นในรูปคนอื่นเลย อารายว้า
ผมรู้สึกเสียดายแบตในตอนนั้นทันที รู้แบบนี้ ตรูถ่ายให้หมดตั้งแต่อยู่ที่ เกาะไผ่ ซะจะดีกว่า ...
เอ้า แต่แบบว่ามาแล้ว ก็ลงไปถ่ายรูปที่ทะเลแหวกซักหน่อยก็ยังดี
หลังจากเดินๆถ่ายอยู่ได้ซักพัก เจ้าเติร์ดก็โทรฯเข้ามาหา บอกว่ารออยู่ที่เรือนะขี้เกียจเดิน
สงสัยมันจะรู้สึกเหมือนผม ว่ามาทะเลแหวกตอนนี้ มันไม่สวย เพราะเติร์ดมันก็เคยมาตอนที่สวยๆ แล้วจะคงดูออก
ผมเลยเก็บภาพอีกซักพัก แล้วเดินกลับไปที่เรือ บอกตรงๆ ตอนนี้ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย อยากนอนมากๆเลย ...
ส่วนที่สุดท้ายที่เราจะไป คือ " อ่าว ... " .... หง่ะ จำชื่อไม่ได้!! แต่เป็นอ่าวที่มันเดินทะลุไปหาดไร่เลนั่นได้หน่ะ
พอมาถึงหน้าหาดเท่าันั้นแหล่ะ สิ่งที่เห็นคือซัปเจคเป็นพี่ชาวคนขับเรืออีกลำที่จอดอยู่ข้างเรือเรา มีฉากหลังเป็นแท่นหินปูนประกอบ
ผมรีบกระโดดลงจากเรือ พร้อมกับบอกให้เติร์ดช่วยหยิบแฟลชมาให้หน่อย จากนั้นก็เล็งอย่างดี กดชัตเตอร์
แบตหมด!! โอ้ยจะบ้าตาย เสียดายเป็นบ้ารูปนี้ ...
เอาเป็นว่า แบตหมดก็จบกัน !!
หันไปเห็นอีเติร์ด ยิ้มเยาะด้วยความชอบใจ แล้วมันก็หยิบกล้องมันมาถ่าย
สรุปว่า แบตหมดเหมือน หุ หุ หลังจากนั้นเราสองคนก็เหมือน ทหารขาดปืน
เลยชวนกันออกไปเดินเล่นทางหาดไร่เล เพราะตรงนี้สามารถเดินหากันได้
เดินไปดู ก็พบว่านี่ี่หาดหรือ? นึกว่าลานทิ้งขยะ!
หาดก็สกปรก เต็มไปด้วยโคลนดำและน้ำมันเครื่องยนต์
อาจเป็นเพราะที่แถบนี้ ผลุดขึ้นด้วยรีสอร์ทมากมาย
ทำให้หาดเป็นแบบนี้ ...
เราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานทีเดียว อยู่รอจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน
อยากบอกว่า พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าวันนี้ สวยมาก ดวงใหญ่โตทีเดียว
คงได้แต่จำความรู้สึกดีๆแบบนี้ไว้เพียงอย่างเดียว เพราะไม่สามารถเก็บภาพมาให้ดูได้
แต่ไม่เป็นไร แค่นั่งดูก็มีสุขสำหรับสิ่งธรรมชาติสร้างขึ้น ...
วันนี้ทั้งวัน เราใช้เวลาอยู่กับความสุขและความคุ้มค่าของชีวิต ...
ขอขอบคุณ บัง ที่ขับเรือพาเราเที่ยว อย่างมากมาย ...
ขอขอบคุณ ธรรมชาติ ที่ยังหลงเหลือในรุ่นเรา แต่รุ่นต่อไปไม่แน่ใจ ...
เก็บขยะของคุณกลับบ้านด้วย ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณแย่ลง
เรื่องง่ายๆ ที่ผมเชื่ออย่างนั้น ...
สิ่งต่างๆรอบตัว ธรรมชาติรอบกาย ...
คงจะดีได้ เมื่อเราร่วมมือกันรักษาและเยียวยามัน ...
การเที่ยวที่ดีไม่ใช่การนำพาความเจริญเข้าไปทดแทนสิ่งที่มีเป็นอยู่ ...
แต่เป็นการร่วมกันทำให้มันดีขึ้น ไม่ใช่ทำลาย ...
สวัสดี ...

...ในที่สุดก็มาถึงจนได้ ทะเลแหวก...



day 2 of 2 < prev :: |