day 1 of 2 :: next >
... Phi Phi Island ...
... day one ...
"พี่เยส ตื่น ตื่น ... จะไปมั้ยเนี่ย เกาะพีพี หน่ะ ..."
งึม งึม ... เฮ้ย!
นี่มันเสียงผู้ชายนี่หว่า! แล้วมาตัดพ้ออยู่ข้างเตียง ตอนเช้าๆแบบนี้ได้ไงเนี่ย?
หลงคิดไปว่าเมื่อคืนเผลอใัจไปทำอะไรมา
อูยยย คิดแล้วเสียววาบ พลางลูบตูดบางๆของตัวเองซักห้านาทีก่อนเพื่อทำใจ
ทำให้นึกขึ้นได้ว่า
อ๋อ ตอนนี้ผมอยู่ในโรงแรมแถวกระบี่นี่หว่า เพราะเมื่อคืนขับรถมาจากตรัง
เลยแวะมาพักแถวๆนี้ เพื่อที่ตอนเช้าจะได้ขึ้นเรือไปเที่ยวเกาะพีพี
โดยมีเจ้าเติร์ดมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง 
ปกติผมไม่ค่อยได้มาเที่ยวทางภาคใต้บ่อยครั้งนักหรอก เนื่องจากเวลาและระยะทางในการลงมาเที่ยวมันมักจะไม่ค่อยสอดคล้องกัน แต่ส่วนตัวแล้วชอบมากๆเลยกับทะเลทางใต้ของไทยเนี่ย ยิ่งหาดทรายสวยๆทางฝั่งอันดามันนะ
ใครไม่เคยไปไม่รู้หรอกว่ามันเจ๋งขนาดไหน โดยเฉพาะทาง หลีเป๊ะ ราดังลาวี นะแจ่มสุดๆ
่แต่เสียดายที่ีทริปนี้ไม่ได้ไปทางนั้น เพราะขับรถลงไปไม่ไหวแล้ว
เหตุก็มาจาก งวดนี้ผมขับรถมาทำงานที่จังหวัดตรัง โดยก่อนมาถึงที่นี่
ผมวิ่งรถลงมาจากร้อยเอ็ด แวะพักกรุงเทพหนึ่งคืน แล้วก็ตีรถลงมาที่ตรัง
ก่อนจะถึงสุราษฯ ก็แวะรับเจ้าเติร์ดที่ระนองก่อน เพราะมันขึ้นมาจากเกาะสุรินทร์พอดี
นี่็กะว่าจะพามาทรมานด้วยกันที่ตรังก่อน แล้วค่อยคิดไปหาที่เที่ยวกันต่อ ...
ก็็้เลยคิดกันว่า ทางกลับต้องขับรถขึ้นผ่านทางกระบี่
ถ้าแวะเที่ยวกันที่ เกาะพีพี คงไม่เสียเวลาเดินทาง และไม่ต้องย้อนลงไปด้วย คิดได้อย่างนั้นหลังจากเสร็จงานที่ตรังราวๆ สี่ทุ่ม ก็ตีรถขึ้นกระบี่ มานอนเอาแรงที่นี่เลยจะดีกว่า
เรามาถึงกันตอนราวๆเทียงคืน ผมขับรถวนไปวนมาแถวตัวกระบี่่ ดึกขนาดนี้แต่โชคยังดีที่ีพอหาที่พักได้
หลังจากได้ห้องพักเป็นที่เรียบร้อย เลยออกมาเดินเล่นยืดเส้นยืดสาย เจอะแม่บ้านพอดี
เลยถามซักหน่อยว่า
" พรุ่งนี้ ถ้าจะข้ามไปเทียวเกาะพีพี ไปยังไง "
แกตอบมาว่า " มีเรือออกตอนเจ็ดโมงเช้า เอาีรถฝากไว้ที่โรมแรมได้เลย ถ้าหายแล้วจะบอก..."
แม๊ ป้าแกตอบมา ให้ผมได้นอนอุ่นใจดีจริงๆ...
คืนนี้ผมนอนหลับเป็นตายเลยทีเดียว โดยไม่รูู้ว่าเจ้าเติร์ดมันทำอะไรกับผมมั้ง แต่อย่างน้อย ตูดเหี่ยวๆของผม คงไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจมันแน่ คิดได้แบบนั้นก็ถึงเวลาลุกขึ้นอาบน้ำด้วยความสบายใจ เตรียมตัวออกลุยซะเลย แต่การที่งัวเงียรีบๆแบบนี้ ทำให้ลืมเอาที่ชาร์ตแบตกล้องติดไปด้วย อันนี้แหล่ะเกือบแย่เลยทีเดียว...
หลังจากเก็บของเป็นที่เรียบร้อยและเก็บรถให้ห่างไกลจากแม่บ้านเป็นที่สุด เราก็ออกมาโบกรถสองแถว เพื่อไปที่ท่าเรือใกล้ๆ ( จำชื่อไม่ได้ เลยต้องชื่อ "ท่าเรือใกล้ๆ"้ ) ซึ่งเป็นท่าเรือที่จะใช้นั่งเรือข้ามไปยังเกาะพีพี ตอนที่ไปถึง นักท่องเที่ยวยังมีไม่มากนักเพราะเป็นช่วงวันธรรมดา มีฝรั่งอยู่ราวสามสี่คู่เท่านั้นเอง หลังจากเช็คเวลาออกของเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังเหลือเวลาอีกเยอะน่าจะี้ไปหาอะไรกินกันก่อนน่าจะดีกว่า หันไปเห็นร้านข้าวแกงอยู่ข้างๆดูท่าจะอร่อยที่สุด (เพราะเปิดอยู่ร้านเดียว) เลยนั่งกันร้านนี้นี่่แหล่ะท่าจะดี
รู้มั้ยว่า หากคุณมาทานข้าวแกงแถวทางปักษ์ใต้เนี่ย ร้านส่วนมากเค้าจะมีผักสดใส่จานเป็นเครื่องเคียงมาให้ทานด้วยนะ โดยเป็นบริการเสริมไม่คิดตังค์ไม่ต้องจ่ายรายเดือน แถมเวลาทานกับแกงของทางใต้เนี่ย อร่อยมากๆ
ตอนผมไปเที่ยว ถ้าร้านไม่ให้ผักผมไม่นั่งนะ ไม่ได้เห็นแก่ของฟรีหรอกนะ
แต่ถ้าไม่มี
มันเหมือนขาดอะไรบางอย่างในวงจรชีวิตการกินที่นั่นเลย...
ในขณะที่นั่งทานข้าวกันอยู่สองคน พอดีได้คุยกับพี่คนนึงที่กำลังรอเรือไปเกาะพีีพีเหมือนกัน คุยไปคุยมารู้สึกถูกคอจึงได้รู้ว่าชื่อ พี่วิเชียร มาคุมงานก่อสร้างของโรงแรมอยู่บนเกาะพีพี เนื่องจากแกข้ามไปมาบ่อยๆ แกเลยอาสาซื้อตั๋วเรือข้ามไปเกาะให้ในราคาลดครึ่งนึง จากราคาเต็มสามร้อยบาท ทำให้ลดค่าใช้จ่ายไปได้หน่อย ต้องขอขอบคุณจริงๆ
เรือเฟอร์รี่ของที่นี่เป็นเรือลำใหญ่ จุผู้โดยสารได้หลายคนทีเดียว จากตอนแรกที่ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ แต่พอขึ้นเรือแล้วคนนั่งกันเกือบเต็ม นี่ยังไม่รวมพวกชอบธรรมชาติที่นั่งชมวิวอยู่บนหลังเรืออีกต่างหากนะ รวมๆแล้วราวหกสิบคนได้ แต่ส่วนมากจะเป็นฝรั่งซะมากกว่าคนไทย
หลังจากนั่งๆนอนๆบนเรือ เพราะเรือวิ่งได้นิ่มมากทำให้หลับน้ำลายย้อยไปหลายรอบทีเดียว
คงใช้ี่เวลาบนเรือราวๆหนึ่งชั่วโมงได้ เรือก็มาเทียบท่าที่เรือเกาะพีพีีีแล้ว โดยเรือจะเข้ามาที่อ่าวต้นไทร ซึ่งเป็นหาดจอดเรือเมล์แห่งเดียวของตัวเกาะ
แวบแรกที่เห็นเกาะพีพี ทำให้ผมนึกไปว่า นี่หน่ะหรือเกาะที่เคยได้รับให้ขึ้นเป็นมรดกโลก นี่หรือเกาะที่ได้ชื่อว่าเคยเป็นจุดดำน้ำดูปะการังอันดับหนึ่งของโลก เพราะสิ่งที่เห็นในครั้งแรก มีแต่สิ่งปลุกสร้า้งทั่วทั้งเกาะไปหมด พี่ิวิเชียรเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะซึนามิถล่ม ที่นี่ก็ยังสวยงามดีอยู่หรอก แต่หลังจากสิ้นซึนามิแล้ว โรงแรมและร้านค้าต่างๆก็ถือโอกาสใช้ช่องโหวในขั้นตอนการบูรณะอาคาร สร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาเพิ่มซะอย่างงั้น ทำให้ต้นไม้ต่างๆบนเกาะและพื้นว่างต่างๆถูกแทนทีด้วยอาคารบ้านช่องและเกสเฮาส์จนแทบเต็มพื้นที่เกาะ
เราใช้เวลาไปดูงานก่อสร้างและเยี่ยมแคมป์คนงานของพี่วิเชียรกันนิดหน่อย จริงๆแล้วพี่วิเชียรแกใจดีอยากให้เราพักกับคนงานของแกเพื่อลดค่าใช้จ่ายของเรา ยังไงก็ต้องขอบใจน้ำใจคนไทยด้วยกันแบบพี่วิเชียรจริงๆ แต่ผมดูแล้วคงไม่เหมาะและการมาครั้งนี้เรามาแบบเที่ยวพักผ่อนก็อยากจะนอนเล่นสบายๆเพราะผมเหนื่อยมาหลายวันแล้ว คงไม่คิดจะรบกวนแกหรือคนงานมากนักหรอก เลยขอตัวออกเดินไปเที่ยวตามตัวเกาะ เพื่อเป็นการหาที่พักไปด้วยในตัว
ในระหว่างเส้นทางเดินเล่นบนเกาะ ผมรู้สึกเหมือนเดินอยู่แถวตรอกข้าวสารยังไงยังงั้นเลย ร้านรวงอัดแน่นๆเต็มไปด้วยฝรั่งตาน้ำข้าว และสิ่งก่อสร้างที่กำลังเร่งปลูกขึ้นแทนต้นไม้ที่เคยมีอยู่ ด้วยเหมือนธรรมชาติจะจางลงเมื่อความเจริญเข้าถึง นี่ขนาดเรามาช่วงวันธรรมดานะ ถ้ามาช่วงวันหยุดหล่ะไม่อยากจะนึกสภาพจริงๆว่ามันวุ่นวายขนาดไหน
ผมเห็นสิ่งก่อสร้างพวกนี้แล้ว พลางให้นึกถึงภาพสวยที่ี่อยู่บนโปสการ์ดท่องเที่ยวที่ถ่ายมาจากมุมสูงของจุดชมวิว เห็นแนวสองฟากทะเลของเกาะพีพี
ภาพที่เห็นนั้นยังมีต้นไม้ปกคลุมอยู่สวยงาม แต่ตอนนี้เชื่อแน่ว่า ถ้าถ่ายมุมนั้นอีกที คงเห็นแต่ ตึก กับ ตึก และตึก เป็นแน่นอน
เกาะพีพี ที่เราๆเรียกกัน จริงๆแล้วคำว่า พีพี นั้นแบ่งเป็น สองเกาะ คือ เกาะพีพีดอน และ เกาะพีพีเล เป็นสองเกาะใหญ่ โดยมี เกาะไม้ไผ่ เกาะปิิด๊ะ เกาะยูง เป็นเกาะเล็กอยู่รอบๆ
ที่เกาะพีพีดอนนั้นเป็นเกาะที่มีคนส่วนใหญ่และนักท่องเที่ยวอยู่กัน โดยแบ่งอ่าวสวยๆสำหรับเล่นน้ำเป็นสองอ่าวใหญ่ๆ คือ อ่าวต้นไทร และอ่าวโล๊ะดาลัม ซึ่งดูแล้วก็เหลือแต่หาดยาวที่อ่าวโล๊ะดาลัม หาดเดียวนี่แหล่ะ ที่ยังพอเล่นน้ำได้ เพราะหาดยาวที่อ่าวต้นไทร กลายเป็นหาดสำหรับจอดเรือไปแล้ว เนื่องจากน้ำทะเลหาดนี้เต็มไปด้วยน้ำมันเครื่องของเรือยนต์และสิ่งสกปรกต่างๆ

หลังจากทานอาหารเที่ยงบนเกาะเป็นที่เรียบร้อย ผมกับเติร์ด ตัดสินใจว่าเกาะพีพีดอนนี่ ไม่ค่อยน่าค้างแรมเลย เพราะดูแล้วมันพลุกพล่านไม่เหมาะกับการสวีทของสองเราเป็นอย่างยิ่ง เราเช่าเรือไปนอนเต็นท์กันบนเกาะไผ่ ท่าจะได้บรรยากาศของการมาฮันนี่มูนแบบนี้มากกว่า
เอาหล่ะ...งั้นก็เดินเล่นรอบๆตัวเกาะถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆหาเรือกันไปรอนๆก็แล้วกัน
ผมเดินเก็บภาพอยู่แถวๆอ่าวโละดาลันจนไม่รู้จะถ่ายอะไรแล้ว เพราะตอนที่เราไปนั้นเป็นช่วงน้ำลงพอดี ทำให้วิวของท้องทะเลไม่ค่อยสวยซักเท่าไหร่ แต่ก็พอจะได้รูปถูกใจมาหลายรูปทีเดียว ที่หาดนี้ตอนน้ำลงเราสามารถเดินบนน้ำทะเลไปถึงแนวเขาด้านนห้าได้ทีเลยเชียว ทำให้เรือบางลำที่เกยตื้นอยู่บนหาดทรายเหมือนกับมีคนยกมันออกมาวางที่พื้นเลย
จากที่เดินไปเดินมาอยู่นาน นั่งๆนอนๆดูฝรั่งอาบแดดกันจนผิวเกรีียมไปซีกนึง เราคิดว่าไปถ่ายรูปเล่นกันที่อ่าวรันตีซึ่งอยู่หลังเนินเขาอีุกลูกแก้เบื่อดีกว่า จนเดินมาถึงทางเนินเขาก็ได้เจอพี่ส้ม พี่คนนึงที่กำลังขายน้ำอยู่ คุยไปคุยมา แกบอกว่า " ร้านแกพึ่งถูกไฟไหม้ ไม่มีร้านอยู่จึงต้องมาตั้้ังแผงขายน้ำเล็กๆแบบนี้ไปก่อน" เห็นแล้วน่าสงสารเหมือนที่เค้าบอกกันว่า โจรขึ้นสิบรอบไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว
นั่งคุยกันอยู่นาน จนพี่ส้มรู้ว่าเราจะไปค้างที่เกาะไผ่ ถ้าจะหาเรือรับจ้างเดี๋ยวแกจะติดต่อให้ แบบนี้ก็ได้ีเพราะสงสารแก ที่ร้านพึ่งโดนไฟไหมมาหมาดๆ เลยให้แกเป็นธุระจัดให้น่าจะได้บุญมากกว่าไปหาเจ้าอื่น ถือว่าช่วยๆกัน "แต่เรือที่จะไปมันเกยตื้นอยู่นะ ต้องรอน้ำขึ้นก่อนถึงจะเอาเรือออกได้ ไปเดินถ่ายรูปเล่นซักชั่วโมงแล้วกัน" อื้ม ตอนนี้ก็พึ่งบ่่ายสามกว่าเท่านั้นเอง ไปเดินอ่าวรันตีตามที่ตั้งใจไว้ก่อนท่าจะดี "โอเช นัดคนขับให้มาได้เลย เดี๋ยวกลับมานะ"
เราเดินข้ามสันเขาเล็กๆมาทางอ่าวรันตี ที่อ่าวนี้มีชายหาดเป็นแนวยาว แต่ทรายบนหาดไม่ขาวมากนัก แถมติดเหลืองและเป็นทรายเม็ดหยาบด้วยซ้ำไป อ่าวนี้ส่วนมากเอาไว้จอดเรือเล็กของชาวประมงและเรือรับจ้างต่างๆ ดูท่าจะเล่นน้ำไม่ได้หรอกเพราะน้ำทะเลหาดนี้ดูสกปรกและเต็มไปด้วยขยะรวมทั้งโคลนต่างๆ ผมเก็บภาพที่หาดนี้อยู่ซักพักเพราะอากาศตอนนี้โคตรร้อนเลย หันไปดูีอีเติร์ดมันนั่งสบายอยู่ในร่มโน้น แต่ดูจากเวลาตอนนี้ก็ใกล้ สี่โมงเย็น แล้ว น้ำน่าจะขึ้นจนเรือออกได้ แบบนี้รีบไปดีกว่า
พอกลับมาถึงที่นัดหมาย แทนที่จะน่าดีใจกลับได้รับคำตอบว่า "น้ำยังไม่ลงเอาเรือออกไม่ได้" โอย ตายเลย แต่เรื่องแบบนี้เราก็ว่าเค้าไม่ได้หรอก เพราะเรือมันก็อยู่ตรงหน้านี่เอง เห็นๆกันอยู่ว่ามันออกไม่ได้จริงๆ ทำให้วันนี้สงสัยจะต้องนอนค้างที่เกาะแห่งนี้แน่ๆ ผมกับเจ้าเติร์ดเลยตกลงกันว่า งั้นพรุ่งนี้เราเหมาเรือไปเที่ยวรอบๆเกาะแถบนี้ให้หมด แล้วให้เรือไปส่งเราที่ฝั่งเลยแล้วกัน คิดค่าเหมาเรือพาไปเที่ยวแบบเต็มๆพร้อมกับส่งที่ท่าเทียบฝั่ง โดยตกลงราคากันที่ สองพันห้าร้อยบาท คิดแล้วก็คุ้มนะกับราคาแบบนี้้ พี่ส้มเจ้าของร้าน เลยเป็นธุระจัดหาที่พักให้ในคืนนี้ โดยที่เราไม่ต้องเดินหาที่พัก สะดวกดีเหมือนกัน
จากที่ต้องเสียเวลาในการนั่งรอเรือให้น้ำขึ้น เลยไม่มีโอกาสเดินขึ้นไปเที่ยวนะจุดชิมวิว ถือว่าพลาดไปนิดแต่ไม่เป็นไรหยวนๆ เพราะ้ช่วงเวลาแค่ครึ่งวันเราก็เดินกันแทบรอบเกาะแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มเย็นเราเลยชวนกันไปนั่งชิวชิวดูพระอาทิตย์ตกที่อ่าวโละดาลัน เนื่องจากเป็นหาดที่ดีที่สุดในเกาะนี้แล้ว เรานั่งดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าอยู่ที่หลังเขาจนกระทั้งหายลับตาไป ทำให้นึกเสียดายที่ไม่ได้ติดขาตั้งกล้องมาด้วย เลยได้แต่นั่งเก็บความทรงจำเพียงไว้อย่างเดียว
เรานั่งเล่นบนผืนทรายที่หาดแห่งนี้จนเพลินใจ หันไปอีกทีฟ้าก็มืดซะแล้ว แล้วจู่จู่ก็มีชาวเลสองสามคนเดินมาถามว่า "ในกระเป๋ามีอะไร? เลนส์กล้องใช่มั้ย" ชิบหายแล้วสิ มองไปรอบๆก็ไม่มีใคร อีเติร์ดก็มัวแต่ถ่ายรูปไม่ได้รู้เรื่องเร้ย ว่าตรูจะโดนปล้นแล้วนะ คุยไปคุยมาจนรู้สึกชื้นใจ ยิ่งเมื่อเค้ารู้ว่า พรุ่งนี้เราจ้างเรือไปเที่ยวกับ บังแดง เท่านั้นแหล่ะ พี่ชาวเลแกรีบดีใจบอกว่า "บังแดงเป็นอาจารย์ของแกเอง บังเค้าจะพาคุณเที่ยวสุนกแน่ๆ" แม๊ดีนะ ที่เลือกไปเที่ยวกับคนใหญ่คนโต คนรู้จักเยอะ พี่ชาวเลแกบอกว่า ที่เข้ามาคุยด้วยเพราะเป็นห่วง กลัวเราจะโดนปล้น (แต่อยากบอกจริงๆ ว่าตอนแรกผมกลัวพี่นี่แหล่ะ ไม่ได้กลัวคนอื่นที่ไหนหรอก) แกบอกว่า "หลังจากซึนามิผ่านไป คนแถวนี้ก็เริ่มขาดรายได้ ยิ่งช่วงนี้มีการก่อสร้างเยอะ คนงานก็เยอะตาม เมื่อวันก่อนมีฝรั่งมานั่งชิวชิวแบบนี้เลย แล้วก็โดนวิ่งราวฉกกระเป๋ากล้องไป ให้ระวังให้ดี" อูยยย ได้ยินแบบนี้ ผมรีบเรียกอีเติร์ดมาเก็บของแล้วกลับไปเข้าที่พักดีกว่า ยังดีที่พี่ชาวเลคนนั้นเค้าเตือนนะ ไม่งั้ันอาจจะไม่มีรูปมาให้ดูุกันแบบนี้ก็เป็นได้
หลังจากเจอเรื่องเสียวสันหลังแบบนี้ เราเลยรีบกลับที่พักแล้วค่อยออกไปหาอะไรทานจะดีกว่า เพราะดูเวลานี่ี้ก็จะสีทุ่มแล้ว ทั้งเหนื่อยทั้งหิว แถมที่สำคัญ ปวดหลังเป็นบ้าเลย เนื่องจากทั้งวันต้องหิ้วกระเป๋ากล้องใบโตแถมในนั้นยังมีโน๊ตบุคทำให้หนักขึ้นอีกต่างหาก อูยย ไหล่แทบพัง วันนี้คงต้องพักให้เต็มที่ก่อนที่พรุ่งนี้จะต้องลุยกันต่อไป
คืนนี้ ผมจะเสียท่าเจ้าเติร์ดมั้ย? และพรุ่งนี้เราจะได้ไปเที่ยวไหนกันบ้าง?
คอยติดตามต่อ ตอนที่สองนะ ...
รูปบางส่วนที่เก็บมาฝากจาก เกาะพีพีดอน จ้ะ...





















เดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยไปเที่ยวกันต่อ แบบว่า สนุกมากๆเลย...
เรียกได้ว่า้ "น้องของบังแดง" ที่เป็นคนขับเรือให้เรา เทคแคร์เราอย่างดีเชียวหล่ะ...
day 1 of 2 :: next >
|